รัก เฮียเฮีย จังเลย ^_^
메요는 신화 창조 !!
มารู้จักกะ เฮีย เฮีย กันดีกว่า
Shinhwa (신화/神話)
(อ่านว่า ชินฮวา ไม่ใช่ ชินหวา นะ)
Shinhwa เป็นคำที่มาจากภาษาเกาหลี ซึ่งหมายถึงตำนาน
ชินฮวาประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 6คน ประกอบไปด้วย เอริค มุน, อีมินอู, คิมดงวาน, ชินเฮซอง, ปาร์คจอนจิน และแอนดี้ ลี
พวกเขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นศิลปินในวันที่ 24 มีนาคม 1998 โดยการแสดงสดในรายการMusic Tank
ชินฮวาได้เริ่มต้นจากการรวมตัวกันภายใต้สังกัด SM entertainment และได้เซ็นสัญญาใหม่ภายใต้สังกัด Good Entertainment เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี2003
ชินฮวาได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นบอยแบนด์ที่สามารถรวมตัวกันได้ยาวนานที่สุดในประประวัติศาสตร์วงการเพลงเกาหลีใต้ ซึ่งป็นเวลาเกือบ 10 ปี แม้ว่าสมาชิกแต่ละคนต่างออกไปมีผลงานเดี่ยวของตัวเองแต่สมาชิกทุกคนก็ยังคงทำงานร่วมกันในฐานะชินฮวา
สมาชิกทั้งหกได้มารวมตัวกันโดยเริ่มจากสมาชิกคนแรกคือ ชินเฮซองซึ่งได้ผ่านการออดิชั่นการเป็นนักร้องจากอเมริกา จึงได้กลายมาเป็นสมาชิกคนแรกของวง
สมาชิกคนต่อมาคือแอนดี้ ลี ซึ่งเดิมทาง SM Entertainment ได้วางตัวให้เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง H.O.T.ร่วมกับ Tony AN (อดีตสมาชิกวง H.O.T.) แต่ว่าการร่วมวงของแอนดี้ได้ถูกทางพ่อแม่ห้ามไว้ด้วยเหตุผลที่ว่าขณะนั้นแอนดี้ยังเด็กเกินไป ต่อมาจึงได้กลายมาเป็นสมาชิกของชินฮวาแทน
แอนดี้ ได้ออกจากวงชั่วคราวในอัลบั้มที่ 4 ( Hey, Come On!) เนื่องจากเขาต้องเดินทางกลับอเมริกาเพื่อศึกษาต่อให้จบในระดับชั้นมัธยม และแอนดี้ก็ได้กลับมารวมตัวกับสมาชิกอีกครั้งในอัลบั้มที่ 5 (Perfect Man)
สมาชิกคนต่อมาคือ เอริคมุน
อีมินอู ซึ่งถูกค้นพบโดยเมื่อตอนที่เขายังเป็นแดนเซอร์ในค่าย SM และก็กลายมาเป็นสมาชิกคนที่4
คิมดงวาน สมาชิกคนต่อมาถูกค้นพบโดยแมวมอง และหลังจากที่เขาได้ดูวิดีโอพรีวิวิวสมาชิกแต่ละคนของชินฮวา เขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมวงทันที
สมาชิกคนสุดท้ายคือ ปาร์จอนจิน ซึ่งถูกคัดเลือกจากการออดิชั่นเมื่อตอนมัธยมปลาย จากการชักชวนโดยเพื่อนของเขาคือ คังทา Kang Ta (อดีตสามชิกวง H.O.T)
แนะเฮีย เรียงรายตัว
ป๋าหริค –>ชื่อจริง 문정혁 (Mun Jung-hyuk) มุน จองฮยอก
เกิด 16 กุมภาพันธ์ 1979 ตำแหน่ง หัวหน้าวงและแร็พเปอร์

มินมิน –> ชื่อจริง 이민우 (Lee Min Woo) อีมินอู
เกิด 28 กรกฎาคม 1979 ตำแหน่ง ร้องนำ
ลุง –> ชื่อจริง 김동완 (คิมดงวาน)
เกิด 21 พฤศจิกายน 1979 ตำแหน่ง ร้องนำ
ซอง –> ชื่อจริง 정필교 (Jung Pil-Kyo) จองพิลกโย ชื่อภาษาอังกฤษ สตีฟ จอง (Steve Jung)
เกิด 27 พฤศจิกายน 1979 ตำแหน่ง ร้องนำ
จินนี่ –> ชื่อจริง 박충재 (Park Choong Jae) ปาร์ก ชูง แจ
เกิด 19 สิงหาคม 1980 ตำแหน่ง แร็พ, ร้อง
ดี้ –> ชื่อจริง 이선호 (Lee Sun Ho) อีซอนโฮ
เกิด 21 มกราคม1981 (แต่วันเกิดที่แท้จริงคือ 21 ธันวาคม) ตำแหน่ง แร็พ

ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องราวของเฮียเฮียอีกน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก pingbook และ ชินไทย ด้วยนะฮะ ^_^

เชียงใหม่ ทำไม ผิดหวัง
กลับมาได้สองวันแหละสำหรับทริปเชียงใหม่ที่ไปกันแบบโง่ๆ
หลงกันไป แต่สุดท้ายก็รอดเพราะแผนที่ 555
โดยรวมก็โอนะ แต่แพงมากกกก ค่าครองชีพแม่งโคตรแพง
ยังกับไปญี่ปุ่นแน่ะ ไม่หวายยยๆๆๆๆ
แต่ที่พักก็ถือว่าโอเลยทีเดียวเชียว ถูกด้วย
บริการก็ดี พี่เจ้าของน่ารัก กาแฟใช้ได้ มีจักรยานให้ใช้ฟรี ประหยัดค่ารถไปเลย
ที่ที่เราไปซุกหัวนอนก็คือ…บ้านอ้ายหล้านั่นเอง
-เลขห้องเจ๋งป่ะล่ะ บรื๋อออ
แต่เสียอย่างเดียว อยู่ห่างจากคูเมืองเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับขาใหญ่
อย่างข้าน้อย 555
-น้องsundayแห่งบ้านอ้ายหล้า
ไปดอยสุเทพ ตำหนักภูพิงค์ และก็สวนสัตว์ แวะไปเยี่ยม ช่วงช่วง กะ หลินฮุ่ย มา
น่ารักน่าฟัดเชียว ตอนเย็นเราก็แวะกันไปที่ central airport plaza
ไปโชว์เหนือกะเขาหน่อย จะได้ไม่น้อยหน้า – รู้สึกแก่ๆ ไงไม่รุ มีแต่เด็กๆ ทั้งนั้น
—ป้าจะบ้า—
อุ๊บอิ๊บ – ได้เจอและพูดคุยกะพี่จีนด้วยล่ะ ปลื้มจัง สู้สู้ ต่อไปนะพี่
เราจะหนับหนุนพี่ต่อปายยยย—
สรุปแล้วไปทริปนี่ไม่คุ้มเล้ยยย แพงไปหมด ยิ่งค่ารถยิ่งแพงมากส์
รวมยอดแล้วไปลาวได้เลยนะเนี่ย เอิ๊ก
แต่อาหารอร่อยดีเน้อ ขนมจีนน้ำเงี้ยวนี่ สุดๆ กินมันทุกวันแต่เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ
แนะนำร้านอาหารเฮือนเพ็ญ อยู่บนถนนราชมรรคา ถ้ามาทางวัดพันเตา กับวัดเจดีย์หลวง
ให้เลี้ยวขวาที่แยกของถนนนะ อร่อย แถมไม่แพงอย่างที่คิด ลำแต๊ๆ เจ้า
“เทรนด์” ต้นไม้
ว่ากันด้วยเรื่องต้นไม้กันดีกว่า
ดูเหมือนทุกวันนี้ ต้นไม้ดูลดลงยังไงไม่รู้
บังเอิญไปอ่านเจอ บทความหน้าหนึ่งใน อะ เดย์
น่าสนใจดี – เทรนด์ของต้นไม้- ฮ่าๆ เจ๋งดี
เคยนึกๆ กันบ้างหรือเปล่าเอ่ยว่าแต่ละปี-แต่ละปีที่ผ่านแล้วล่วงเลยไปเนี่ย
บ้านเราเขา-ฮิต-ปลูกอะไรกันบ้างเนอะ
เริ่มกันที่ยุค 60s ต้องยกให้-กล้วยไม้- เขาบอกว่าฮิตมาตั้งแต่สมัยร.5 โน่น
และแอบมีฮาพ่วงท้ายกับ-เพื่อนร่วมยุค-
สำหรับยุคนี้เนี่ยก็มี the Beatles มาริลีน มินิสเกิร์ต (วงนี้คุ้นๆ แฮะ)
แล้วก็ไซคีเดลิกสไตล์ เป็นเพื่อนร่วมยุคล่ะ
ยุค 70s นี่เลย-บอนสี- หลังจากที่ฮิตกันในยุค 40s ถึงกับมีการประกวดเชียวนะ
เพื่อนร่วมยุคก็ ดิสโก้ The Impossible รองเท้าส้นตึก (โอ๊ะ ทันแฮะ)
ดูยุค 80s กันบ้าง มีถึง 3 ประการแน่ะ-โกสน, ไม้ดัด(สำหรับคนที่มีบริเวณบ้าน
พูดอีกอย่าง รวย นั่นแหละ) และบอนไซ- การปลูกบอนไซเนี่ยถือว่า
เป็นงานอดิเรกของนักเลงต้นไม้ในยุคนี้เชียว
-ไมเคิล แจ็คสัน มาดอนน่า สตีเว่น สปีลเบิร์ก สาว สาว สาว ไมโคร เกมแฟคอม- คือเพื่อนร่วมยุค
ยุค 90s -ยุคที่เราทันเนอะ-
นี่เลย-เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน (ซึ่งเอาไว้ เดาหวย) และ ชวนชม
ทายซิว่าใครคือเพื่อนร่วมยุค—-
พี่เคิร์ท โคเบน Titanic และก็ POP Idol
และสุดท้าย ยุคนี้ ที่เรายืนอยู่ 00s สำหรับต้นไม้ในยุคนี้
ที่อินเทรนด์ ก็จะเป็นไม้ที่มีความแปลกและหายากอย่าง อโกลนีมา(เพิ่งเคยได้ยิน) ไม้ด่างสับปะรดสี(ยิ่งหนัก)-ใครเคยเห็นมั่งเนี่ย
เพื่อร่วมทางก็ K-POP iPod Retro Style และคอนโดฯ ใจกลางเมือง
อืม—อยากรู้จังว่าอนาคตข้างหน้าอะไรจะฮิตน้า—อาจจะต้องปลูกกันในอุปกรณ์อิเล็กฯ ก็ด่ะ
ใครจะรู้—แน่นอนว่า เทรนด์ต้นไม้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับ เทรนด์อื่นๆ ที่-มา- แล้ว -ไป- แล้วก็ -มา-
อย่างไม่มี-หยุด-
ขอบคุณ อะ เดย์ (ฉบับที่ 90) สำหรับความรู้ใหม่ที่แอบฮา
ลาว…จนได้ เวอร์ชันแรกแหวกเวียงจันทน์
หลังจากที่เลื่อนมาเกือบปีสำหรับแผนการเดินทางไปเยือนลาว
คราวนี้ได้ฤกษ์ออกเดินสักที การเยือนลาวในครั้งนี้จะคิดซะว่าเป็นออเดิร์ฟละกัน เนื่องจากเวลาที่มีน้อยนิด และส่วนใหญ่ก็เผาผลาญไปกับการเดินทางเสียมากมาย ถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวรายละเอียดต่างๆ เพราะมั่นใจว่าจะต้องมีครั้งที่สองอีกแน่นอน
เริ่มจากจัดแจงลางาน เอาช่วงวันหยุดปีใหม่เนี่ยแหละ แล้วก็เตรียมข้อมูล หาแผนที่ จองตั๋ว ที่พัก–ตอนแรกก็กังวลนะว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน แต่พอมารู้ทีหลัง จากการได้พบปะพูดคุยกับ ‘พี่วุฒิ และ พี่เคท’ ที่งานสัปดาห์นิตยสารแห่งชาติ พี่เขาบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักเลย มีแน่นอน ไม่ต้องจองหรอก เอาล่ะเป็นไงเป็นกัน เพราะตอนติดต่อหาที่พักก็ลำบากฉันเสียเหลือเกิน ไปหาเอาดาบหน้านั่นแหละ ง่ายดี บวกกับคำบอกเล่าของพี่ๆ เขาแล้ว ก็ขอขอบคุณ ‘พี่วุฒิ และ พี่เคท’ มากๆ นะฮะ สำหรับคำแนะนำต่างๆ
แผนที่วางกันไว้ว่าจะขึ้นหลวงพระบางในตอนแรก เป็นอันต้องพับเก็บไว้ก่อน เนื่องจากเวลาที่มีอยู่น้อยนิด เลยทำได้สูงสุดแค่วังเวียงเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้สำหรับการไปเยือนลาวครั้งแรกของข้าน้อย ก็ถือว่าใช้ได้อยู่นา…แถมชั่วโมงการเดินรถทัวร์นั้นผิดพลาดอย่างมหาศาล รถติดมากมาย…เลยถึงบขส. หนองคายเกือบเที่ยงแน่ะฮะพี่น้อง เอากะบขส. เขาสิ
พอถึงบขส. ก็ไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว inter national bus แต่ปรากฏว่ารอบที่จะไปเต็มซะงั้น ฮ่วย แล้วจะให้รออีกรอบก็เกรงว่ากว่าจะไปถึงเวียงจันทน์จะได้นอนที่วัดน่ะสิ เลยตัดสินใจกลับไปง้อรถสามล้อ ที่ตอนแรกตื๊อแทบตายฉันก็ไม่ไป สรุปใช้บริการพี่เขานี่แหละ ไม่ถึงสิบห้านาทีถึงสะพานเลย พอลงจากสามล้อ…
โอ้โฮ…เข้าใจ…ว่าปีใหม่ เราใช้เวลาทำเรื่องที่ด่านฝั่งไทยก็ปาเข้าไปหนึ่งชั่วโมง พอถึงลาวก็อีกหนึ่งชั่วโมง เยี่ยมจริงๆ
ขอคั่นด้วยเรื่องเล่าแบบโง่ๆ…ด้วยความที่ข้าน้อยบ่เคยไปลาวเลย ก็เลยโดนคนลาวหลอก ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า หลอก ได้มั้ยนะ แต่ว่ามันต้องใช่แหละ ก็คือต้องกรอกใบเข้าเมืองลาวใช่มั้ย แล้วทีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปเอามาจากไหน…ประมาณว่าอยากได้มั่งอ่า…สักพักมีพี่ชายสามคนในชุดสีกรม นั่งที่โต๊ะตัวยาว เน้นพี่ชายสามคนในชุดสีกรม นั่งที่โต๊ะตัวยาว กวักมือเรียก ด้วยความที่เพื่อนของข้าน้อยเป็นคนซื่อ เดินเข้าไปหาเลย เขาบอกเอาพาสสปอร์ตมา ก็ยื่นให้ แล้วก็เขียนอะไรยุกยิก เอามั่งยื่นให้มั่ง เขียนเสร็จ พี่ท่านบอกว่ายี่สิบบาท…เหวอออ มีงี้ด้วยรึ…เยี่ยม เสียค่าโง่ไปตั้งแต่ยังไม่ก้าวออกจากด่านเลย มารู้ที่หลังว่าต้องเดินไปขอที่เจ้าหน้าที่เลยตรงห้องสี่เหลี่ยมที่มีคนนั่งคีย์ข้อมูลนั่นล่ะ โง่จริงๆ…
พอทำเรื่องโง่ๆ เสร็จเรียบร้อย…ก้าวเท้าออกจากด่านลาวเท่านั้น โดนแย่งตัวเหมือนที่บขส. หนองคาย เป๊ะเลย มีทั้งสามล้อ ทั้งแท็กซี่ กรูเข้ามาหาอย่างเร็ว คนละห้าสิบลงตลาดเซ้า…คนละห้าสิบลงในเมือง…เอาเข้าไป ขณะที่กำลังลังเลว่าจะกระโดดขึ้นสามล้อดีไหม ก็มีพี่ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแล้วบอกว่า คนละสี่สิบพาส่งถึงที่พักด้วยมีที่พักรึยัง ถ้ายังเดี๋ยวจะพาไปหา แท็กซี่ด้วยนะ โอ้ว เอาน่า น่าจะสบายกว่า ว่าแล้วก็เดินตามพี่เขาไป ประหนึ่งว่ามีญาติมารับค่า…รถเบนซ์ด้วยนะ แต่เบนซ์เก่าเก็บมากๆ ช่องแอร์ยังเป็นแบบรถปอ. บ้านเราอยู่เลย โบราณดีจริงๆ
นั่งมาเรื่อยๆ คุยกันไปเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนความคิดกันไปเรื่อยเปื่อย มีเรื่องหนึ่ง น่าสนใจมาก พี่เขาเล่าให้ฟังว่ารถที่ได้รับความนิยมที่นี่คือ โตโยต้า วีโก้ คันนึงนี่เป็นล้านเชียวนะ หาซื้อกันไม่ได้ง่ายๆ ด้วย นอกจากเศรษฐีตัวจริงเสียงจริง แล้วใครก็ตามที่ขับวีโก้นี่ จะถือว่าเท่มากเลยคร่าพี่น้อง ส่วนเบนซ์ เลกซัสนี่ บ้านๆ กันไปเลยทีเดียวเชียว อ่อ พี่เขาชื่อคำฟองล่ะ ใจดีมากพานั่งรถเล่นรอบเมืองและหาที่พัก เราได้ที่ซุกหัวกันแถวๆ ริมแม่น้ำโขงพอดี เป็นโรงแรมเชียวนะ…ตอนแรกตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่อยู่โรงแรมเพราะมันแพงและสบายเกินไป แถมไม่เข้าคอนเซ็ปต์ที่ว่าไปแบบประหยัดสุดตัว แต่ด้วยความล้าจากการเดินทางทั้งวันทำให้ฉันไม่มีความพยายามที่จะหาที่พักที่อื่นอีก เลยได้โรงแรม Phoxay Hotel หรือโพธิ์ซัยเป็นที่ซุกหัวในคืนแรก ตั้งอยู่บนถนนขุนบูลม ใกล้ๆ กับแม่น้ำโขงเลยล่ะ ค่าห้องคืนละเจ็ดร้อยบาท ถือว่าโอเชเลยนะเพราะมีครบทุกอย่าง น้ำอุ่น แอร์ เคเบิ้ลทีวี ตู้เย็น อาหารเช้าอีกตะหาก เวอร์จริงๆ แถมพนักงานก็น่ารักมากๆ ทั้งหน้าตาและนิสัย หลงรักกันไปเลยฉัน กะว่าคราวหน้าจะกลับมาพักที่นี่แหละ…หุหุ…คุ้มสุดคุ้มจริงๆ ก่อนจะลากับพี่ฟองของเรา พี่เขาก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ด้วย แล้วบอกว่าถ้าอยากใช้บริการพี่ก็โทร. หาได้เลย เยี่ยมจริงๆ…แล้วถ้าจะใช้บริการให้พาวังเวียงล่ะจ๊ะพี่ฟองงง…เอิ๊ก
เก็บของเสร็จ พักเหนื่อย ล้างหน้า แล้วก็ออกเดินเที่ยวเล่นรอบๆ เมืองกัน ก่อนอื่นก็ไปแลกเงินก่อนช่วงปีใหม่นี่ 1 บาท ได้ 279 กีบ ล่ะ ก็โอนะ เพิ่งเคยได้ถือเงินเป็นแสนๆ…กีบ…ก็วันนี้แหละ รวยจริงๆ เลย…แลกเงินเสร็จพวกเราก็ลงความเห็นกันว่าควรจะหาอะไรลงท้องก่อนเลยเป็นอันดับแรก เป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ที่พักนั่นแหละ อยู่ติดกับวัดจัน พี่ฟองเขาแนะนำเอาไว้ว่าร้านนี้อร่อยมาก สั่งกันแบบไม่ลืมหูลืมตากันไปเลย ทั้งผัดหมี่ ส้มตำ เปาะเปี๊ยะสด ทอดลูกชิ้น อิ่มมากๆ แถมอิ่มเกินไปด้วยซ้ำ แล้วเราก็รีบออกเดินกันก่อนที่จะเกิดอาการง่วงเนื่องจากพิษของข้าวเหนียวที่ซัดกันไปเต็มๆ เดินเล่นไปเรื่อยๆ รอบๆ ดูนั่นดูนี่ รู้สึกว่าเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงที่ไม่เหมือนเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่มีความวุ่นวายให้สมกับคำว่า เมืองหลวง ด้วยซ้ำ เงียบสงบและสวยมากๆ ยิ่งค่ำยิ่งสวยล่ะ เห็นแล้วรู้สึกประทับใจจริงๆ หลังจากที่เห็นแต่ในหนังสือท่องเที่ยว แล้วในที่สุดก็ได้มาสัมผัสและได้มาเห็นกับตาตัวเอง งามหลายๆ
เดินกันจนทั่วทั้งเมือง โดยเริ่มตั้งแต่ถนนริมโขง เข้าถนนเชษฐาธิราช ผ่านน้ำพุ นั่งเล่นซักพักเพราะตอนที่ไปถึงเขายังไม่พ่นน้ำออกมาเลย รอจนน้ำพุพุ่งออกมาจนเป็นที่พอใจแล้วก็ออกเดินกันต่อ รู้สึกว่าบริเวณรอบๆ น้ำพุเนี่ยที่พักเยอะแยะไปหมดละลานตา อีกอย่างรู้สึกว่าชาวต่างชาติจะมีมากเกินไปหน่อยนะ เหมือนเดินอยู่บนถนนข้าวสารยังไงไม่รู้ ความแตกต่างมีเพียงแค่ไม่มีความรีบร้อน เร่งรีบปรากฏให้เห็นเหมือนกับที่บ้านเรา แล้วก็เดินลัดผ่านพระธาตุดำเข้าสู่ถนนล้านช้าง ถนนเส้นนี้เงียบมากเลยล่ะทั้งๆ ที่ก็ออกจะมีหลายเลนอยู่นะ รถหายไปไหนกันหมด แถมคนก็น้อยนิดเหลือเกิน เดินไปจนถึงประตูชัย คนถึงได้เริ่มพลุกพล่านหน่อย ไม่อย่างนั้นเวียงจันทน์คงจะต้องเป็นเมืองร้างในยามค่ำคืนแน่ๆ นั่งเล่นชมความงามซักพักแล้วก็ออกเดินวกกลับมาเข้าถนนสายลม มีต้นคริสต์มาสต้นใหญ่มากโตตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองที่สุดจะเงียบ ขัดกันจริงๆ แวะนั่งเล่นกับเด็กน้อยลาวคนนึงน่ารักมากๆ เลยล่ะ เด็กอะไรก็ไม่รู้ไม่กลัวคนหน้าแปลกอย่างเราเลย แล้วก็เดินไปเรื่อยและเลี้ยวเข้าถนนขุนบูลม แล้วตัดเข้าถนนสามเสนไท และก็แวะที่ที่เขาเรียกกันว่า เซ็นเตอร์พ้อยท์ ลาวนั่นแหละ แวะกินร้านน้ำเต้าหู้ที่วัยรุ่นที่นี่เขานิยมกินกัน เป็นน้ำเต้าหู้ใส่น้ำแข็งแล้วก็เฉาก๊วย แก้วละสามพันกีบ ประมาณสิบสองบาท อร่อยดีเหมือนกัน วัยรุ่นลาวที่นี่ก็คล้ายๆ กับไทยเรานี่แหละ ออกมาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แต่งตัวกันตามสมัยนิยมของเขา ต่างกันก็แต่กิจกรรมที่ทำกันแหละเนอะ
กินเสร็จก็เดินเล่นเข้าร้านนั้นร้านนี้อีกนิดหน่อย มีทั้งร้านขายของที่นำเข้ามาจากทั้งประเทศจีน เวียดนาม แต่ไม่ยักมีของไทยแฮะร้านนี้ แล้วก็แวะที่ร้านขายแผ่นหนังกับเพลงที่เอาเข้ามาจากจีน ถูกดีแถมมีให้เลือกมากมายหลากหลายสัญชาติจริงๆ ซักพักเริ่มล้าเลยเดินกลับที่พัก โชคดีที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่
เสียดายที่มาไม่ทันได้เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่เปิดปิดตามเวลาราชการและที่อยู่ในหนังสือท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ เพราะกว่าเราจะเข้ามาถึงเวียงจันทน์ก็ปาเข้าไปเกือบสามโมงเย็นแล้ว และเขาก็จะเปิดแค่ถึงสี่โมงเท่านั้น อดไป เลยได้เดินดูแค่ข้างนอกเท่านั้นแหละ เอาไว้คราวหน้าละกัน…สัญญา
กะว่าซักสี่ทุ่มจะออกไปเดินเล่นหาอะไรกินที่ริมโขง พอออกไป ปรากฏว่าร้านค้าปิดกันหมดแล้ว เหลือแค่สองสามร้านเองที่ยังไม่เก็บหรือใกล้จะเก็บก็ไม่รู้ ซวยไปเลย ไม่มีข้าวให้ฉันกินซะแล้ว ทำไมเก็บกันเร็วขนาดนี้ นึกว่าจะเปิดดึกดื่นโต้รุ่งเหมือนๆ บ้านเราซะหน่อย แถมลมก็แรง หนาวก็หนาว สุดท้ายต้องเดินท้าลมหนาวกลับที่พักแบบแกร่วๆ ไปเลย พอถึงที่พักก็แวะทักทายกับเพื่อนร่วมโรงแรม เป็นคุณลุงฝรั่งตัวอ้วนกลมคนหนึ่งคล้ายๆ คุณลุงผู้พันเลย น่ารักและอัธยาศัยดีจริงๆ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เจอกันอีกที่ล็อบบีล่ะ ยิ้มให้พร้อมทักทายกันเล็กน้อย น่ารักเชียว
เวียงจันทน์ หลายๆ คนมักจะคิดว่าเป็นเพียงแค่ทางผ่านในการเดินทางมาเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่สปป.ลาว แห่งนี้ เพราะจุดหมายปลายของใครหลายๆ คนคงจะเป็นหลวงพระบาง เมืองที่นับว่าเป็นมรดกโลกแห่งหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเวียงจันทน์ก็ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่ากันเลย หลังจากที่ได้ไปสัมผัสมาด้วยตัวเองเลยรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งยังเป็นเมืองที่สงบสุขไม่พลุกพล่านเหมือนกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยเราเอง ท้ายที่สุดแล้วเราอยากให้หลายๆ คนมองเวียงจันทน์ว่าเป็นเมืองที่ไม่ได้เป็นแค่ทางผ่านอีกต่อไป…สะบายดี…
โปรดติดตามตอนต่อไป…ขึ้นสู่วังเวียง เมืองที่โอบล้อมด้วยขุนเขา
-ในความพอเพียง-
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ ลาว หรือ สปป. ลาว ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สปป. ลาว ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย สปป. ลาว ตั้งอยู่บนโลก ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่มีความเป็นไปและการพัฒนาที่ไม่เล็กเลย
ในขณะที่โลกเดินไปข้างหน้า พร้อมๆ กับการคิดค้น ประดิษฐ์ สร้าง สรรหาสิ่งต่างๆ มากมายมาสนองตอบ
แต่เรากลับรู้สึกว่ามีหลายประเทศที่ไม่ได้สัมผัสกับความล้ำนั้น ด้วยเพราะโอกาสหรืออะไรก็ตาม
หนึ่งในนั้น ลาว ในความรู้สึกและความคิดของฉัน อยู่เป็นประเทศได้โดยไม่ง้อ ไม่สนใจในความล้ำนั้น
อาจมีบ้างในบางอย่างและบางสิ่งที่รับมา
เคยสงสัย จนปัจจุบันก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้รักษา -ความเป็นตัวเอง- ได้เลิศขนาดนี้
ทั้งๆ ที่หลายประเทศก็ผันแปรไปตามโลกกันหมดแล้ว อาจเป็นเพราะไม่ต้องการรับ หรือ รับไม่ได้ หรือ ไม่มีให้รับ
อันนี้ก็คงต้องศึกษาประวัติศาสตร์กันดู
ในความเป็นตัวเองของ ลาว ฉันเชื่อว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับลาวเช่นกัน
ลาวมีหลายๆ อย่างที่บ่งบอกว่า -นี่คือลาว- ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีก็ตาม
และไม่ต้องมานั่งศึกษาหาว่าในสมัยก่อนเป็นอย่างไร เพราะลาวยังคงความเป็นลาวเอาไว้ได้
ฉันรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ในความคงสภาพเดิมนี้น่าจะเป็นแม่เหล็กที่ดีเยี่ยมให้บรรดานักท่องเที่ยว
จากทุกซอกทุกมุมบนผืนโลกมาสัมผัสกับ -ความเป็นลาวอย่างแท้จริง- นี่คือข้อดี
ในทิศทางตรงกันข้าม ความเป็นตัวเองของลาว สามารถก่อให้เกิดการเปรียบเทียบได้เช่นกัน
มีคนเคยบอกว่า “ถ้าอยากเห็นว่าประเทศไทยเป็นอย่างไรเมื่อสามสิบปีก่อน
ก็ลองไปมองประเทศลาวตอนนี้ดูสิ” เหมือนจะเป็นประโยคในทางลบสำหรับลาว อาจจะไม่ต่างจากคำดูหมิ่นสักเท่าไร
แต่ฉันเชื่อว่า มันคงไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนลาวแม้เพียงนิด
นอกจากนี้ ก็คงเป็นความมีศักยภาพและคุณภาพของ -ทรัพยากรมนุษย์- เท่านั้นแหละที่ยังไม่ดีพอ…นี่คือข้อเสีย
คงไม่ต้องพูดถึง -ทรัพยากรธรรมชาติ- ที่มีศักยภาพและคุณภาพอยู่เต็มเปี่ยมและดีเยี่ยม
คงไม่มีใครอยากอยู่ภายใต้การบังคับจากผู้อื่น
คงไม่มีใครอยากให้บ้านของตัวเองต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติอื่น
และแน่นอนว่า ลาว ก็คงไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมและ -ความล้ำ- จากชาติอื่นเช่นกัน
พอประมาณและพอเพียง คงจะเป็นวลีที่น่าจะเหมาะกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแห่งนี้
คนละมุมมอง หรือ มองคนละมุม
เกิดมา – คนย่อมมีสายตาที่ไม่เท่ากัน
ทัศนวิสัยก็คงเป็นคนละอย่าง
ในขณะที่อีกคนเข้าใจ
อีกคนกลับไม่เข้าใจ
ในขณะที่อีกคนไม่เข้าใจ
อีกคนกลับเข้าใจ
ทำไม – ทำไม พระเจ้าต้องกลั่นแกล้ง
ทำไม – ไม่สร้างคนให้มีสายตา
ที่ -เท่าเทียมกัน-
(วันที่คนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน :17 ธันวาคม 2550)
ห นา ว นี้
เดินออกจากบ้าน ไปทำงานตอนเช้า
ลมหนาวพัดมากระทบหน้าที่หยาบกร้าน
ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม -เวลา- ^_^
เวลา บ่งบอกว่า ลมหนาว มาเยี่ยมเยียนแล้ว…ในปีนี้
เมื่อได้สัมผัสทักทายกับลมสบายๆ แบบนี้
คุณคิดถึงอะไรกันบ้าง?
-อดีต- น่าจะเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน
แต่เรา…
นึกถึงวันเก่าๆ ที่มักจะคิดถึงทุกครั้งที่มีลมพัดผ่าน
นึกถึงเพื่อนเก่าที่ห่างหายไป
นึกถึงเวลาที่ไปเรียนพิเศษ เช้าๆ ของฤดูหนาว แทนที่จะนอนอยู่บ้าน
นึกถึงเวลาที่นั่งคุยกับเพื่อน ถึงมันจะหนาว แต่ก็ยังมีไออุ่นจากปากของเพื่อนที่พ่นใส่เรา
นึกถึงเวลาที่ได้ใส่เสื้อกันหนาว และความหลากหลายของสีสันรูปแบบ แล้วเอามาอวดกัน ของชั้นสวย ของแกสวย
นึกถึงเวลาขี่จักรยานต้านลมหนาวที่มหา’ลัย แล้วได้ออกกำลังกายริมฝีปากไปในตัว
นึกถึงช่วงเวลาที่ไม่สามารถอาบน้ำได้ เพราะอาบไม่ไหว
และอีกหลายหลากที่ทำให้เรารู้สึกดีๆ กับ -ฤดูหนาว-
จะมีสักกี่คนกันที่เกลียดฤดูนี้
น่าเสียดายถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น
อยากจะตะโกนบอกฟ้าว่า -อย่าเอาลมหนาวไปจากโลกนี้นะ! ชั้นรักฤดูหนาว-
แต่เราว่า ฟ้าคงตอบกลับมาว่า -มาบอกอะไรตอนนี้ รู้ไม่ใช่หรอว่าโลกร้อนขึ้น-
ว้า…ถ้างั้นอะไรๆ ก็คงไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ
เพราะโลกเรามี -เวลา-
พี่จีนช่วยได้
ถ้าชีวิตฉันอยู่กับทะเล…
จิตใจฉันก็คงเบิกบาน และคงแจ่มใส
หากคนรักฉันคือเสียงเพลง…
จิตใจฉันก็คงไม่เหงาเกินไป
หากทรัพย์สินที่มีคือเวลา…
ตัวฉันนั้นก็คงจะเป็น…เป็นเศรษฐีผู้มั่งมี
และอย่างนั้นฉันคงสุขใจ…
เพราะฉันนั้นจะได้…ใช้เวลาอย่างเหลือพอ
ก็ชีวิตจะมีอะไร…จะต้องมากต้องมาย
เอาแต่วิ่งตามเงินทอง
ที่ริมทะเลช่างสุขใจ…ฉันจึงคิดๆไป ยิ่งงาม…
ก็แล้วถ้าชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งหนึ่ง
จะเป็นอย่างในเพลงแล้ว
มนุษย์คนคนนั้น…ยังจะต้องการอะไรอีกเล่า
ออกจะดี…ออกจะสบาย…ออกจะสงบสุข
แต่ตัวกรู…เซ็งกับสิ่งที่เป็นอยู่
เบื่อกับสิ่งที่เป็นไป
เหนื่อยกับสิ่งที่ทุ่มเทแต่กลับทำให้ท้อใจ
และหน่ายกับการกระทำที่ไม่เคยจะเข้าใจ
ในความเป็น “คน”
Gordon Korman
จาก quote เจ๋งๆ ที่อ่านแล้วให้กะลังจายพอตัว
ของ Gordon Korman
เขียนไว้ในนิยายสุดเสียว
ท้าทายวินาทีชีวิต >> EVEREST
FROM THE BOTTOM OF THE WORLD TO THE TOP
แน่นอน…ว่าคนเราต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไป
ไปทีละนิด…ไปทีละหน่อย
ไปอย่างช้าๆ…ไปอย่างมั่นคง
แล้วก็จะได้คว้าสิ่งที่เรียกว่า…
-ความสำเร็จ-
WE HAVE NOTHING TO FEAR BUT FEAR ITSELF!
และแน่นอนว่า…กว่าจะไปให้ถึง -ยอด- นั้น
-อุปสรรค- มักจะมาเยือนเยี่ยมเสมอ
แต่คงไม่มี -อุปสรรค- ใดน่ากลัวเท่า…
ความกลัวในใจ ที่พร่ำบอกเสมอๆ ว่า…
-กรูคงไปไม่ถึงหรอก-
เพราะ…ความล้มเหลวที่สุด
คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ
คุ้นมั้ย.




